ระบบหลอดเลือด​

ในยุคปัจจุบันที่เราเชื่อว่าการแพทย์เจริญก้าวหน้าขึ้น แต่ทว่าจำนวนของผู้ป่วยโรคเรื้อรังเช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง กลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พวกเราอาจมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่า การที่จำนวนของผู้ป่วยในโรคดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นนี้ เป็นเพราะการแพทย์เจริญก้าวหน้าขึ้น จริงหรือ?หรือเป็นเพราะอายุเฉลี่ยของเรายืนยาวมากขึ้น จึงมีโอกาสเป็นโรคมากขึ้น หรือเป็นเพราะโอกาสในการเข้าถึงการรักษามีมากขึ้น ทำให้วินิจฉัยผู้ป่วยได้มากขึ้น? หรือเป็นเพราะผู้ป่วยโรคดังกล่าวมีอัตราการรอดชีวิตจากโรคสูงขึ้นแต่อัตราการหายของโรคต่ำ จนทำให้ยอดผู้ป่วยสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเราควรพิจารณาเรื่องนี้ให้ดี ในขณะที่พิจารณาเรื่องนี้ ผมขอยกตัวอย่าง สักเล็กน้อย

โรคความดันโลหิตสูง

ทุกคนคงเคยตรวจวัดความดันเวลาตรวจสุขภาพ แต่คงน้อยคนที่จะเข้าใจว่าค่านั้นบอกอะไรได้บ้าง โดยปกติแล้วการวัดค่าความดันโลหิตจะแสดงผลออกมา 2 ค่า

1. SYSTOLIC คือ ตัวเลขตัวบนซึงมีค่ามากกว่า เป็นการวัดค่าความดันของหลอดเลือดแดงในขณะที่หัวใจบีบตัว 

2. DIASTOLIC คือ ตัวเลขตัวล่างซึ่งมีค่าน้อยกว่า เป็นการวัดค่าความดันในหลอดเลือดแดงในขณะที่หัวใจคลายตัว 

หากได้รับการวัดแล้วและมากกว่า 140/90  ในโอกาสที่แตกต่างกัน แล้วยังได้ค่าที่สูงกว่าปกติทั้ง 3 ครั้ง ท่านจะถูกวินิจฉัยว่าเป็น โรคความดันโลหิตสูง และส่งพบแพทย์ เพื่อหาสาเหตุของโรคต่อไปโรคความดันโลหิตสูงนั้นมีหลายประเภท ซึ่งมีสาเหตุที่แตกต่างกัน เช่น การอักเสบเรื้อรังของหลอดเลือด ความผิดปกติของต่อมหมวกไต ความผิดปกติของลิ้นหัวใจหรือโครงสร้างหัวใจ ความผิดปกติของหลอดเลือดตั้งแต่กำเนิด แต่สาเหตุที่พบบ่อยมากที่สุดมาจากการอักเสบเรื้อรังของผนังหลอดเลือดจนมีคราบหินปูน และคราบไขมันเกาะตามผนังหลอดเลือด ทำให้การยืดหยุ่นตัวของหลอดเลือดเสียไปเกิดสภาวะที่เรียกว่าหลอดเลือดตีบแข็ง (Atherosclerosis) ซึ่งส่งผลสะท้อนให้กลไกในระบบประสาทอัตโนมัติและฮอร์โมน เพิ่มแรงดันในการบีบตัวของหัวใจ ทำให้ความดันโลหิตสูงมากขึ้นซึ่งถ้าไม่รักษา ภาวะแรงดันสูงดังกล่าวนี้ จะมีผลให้หลอดเลือดต่าง ตามอวัยวะเกิดความเสื่อมขึ้น อันเป็นผลแทรกซ้อนตามมาจากภาวะนี้ อาทิเช่น โรคหลอดเลือดสมอง (STROKE) และหัวใจ โรคไต จอประสาทตาเสื่อม เป็นต้น

ซึ่งแนวทางการรักษาโดยทั่วไปจะเป็นการแนะนำวิธีการดูแลตนเอง และหากจำเป็นแพทย์จะจ่ายยาเพื่อเป็น การลดความดันโลหิตเพื่อประคับประคองไม่ให้ความดันโลหิตนั้นสูงเกินไป เท่านี้เพียงพอสำหรับเรารึเปล่า? ในปัจจุบันยังมีอีกหลายทางเลือกที่ช่วยให้การดูแลสุขภาพมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

     ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีการตรวจตวามดันแบบ 24ชม (ABPM) ช่วยประเมินลักษณะและความแปรปรวนของความดันโลหิตเพื่อประเมินและรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ การตรวจระดับชีวเคมีในระดับลึกเพื่อช่วยประเมินถึงสาเหตุและความเสี่ยงได้อย่างตรงจุดมากขึ้น

    เครื่องนวดเพิ่มการไหลเวียนโลหิต หรือ Enhanced External Counter Pulsation (EECP) เป็นเครื่องที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิตในร่างกาย ส่งเสริมความยืดหยุ่นในหลอดเลือดและหัวใจ ซึ่งเป็นตัวช่วยอีกหนึ่งทางเลือกในการแก้ปัญหาโดยตรงของภาวะความดันโลหิตสูง

    ทั้งนี้ยีงมีการดูแลรักษาอื่นๆนอกจากที่กล่าวมา ตามปัญหาที่เฉพาะเจาะจงในผู้ป่วยแต่ละท่าน ด้วยวิธีแบบแพทย์ผสมผสานที่คอยช่วยดูแลให้คำแนะนำในสาระสำคัญต่างๆ และร่วมดูแลกันไปอย่างใกล้ชิด

ระบบฮอร์โมน​

ระบบฮอร์โมนหรือระบบต่อไร้ท่อ (Endocrine system) ทำงานประสานระหว่างระบบประสาทในสมอง (Pituitary system) เชื่อมโยงกับอวัยวะในร่างกาย ระบบฮอร์โมนนั้นมีหลายส่วน ในที่นี้จะกล่าวถึงฮอร์โมนเพศ เนื่องจากฮอร์โมนเพศมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงสัมพันธ์กับช่วงอายุอย่างมาก โดยเราจะพบว่าเมื่อเราเริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธ์ ฮอร์โมนเพศของเราจะสูงขึ้นอย่างมาก จนทำให้จิดใจและร่างกายของเราอยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของชีวิต หลังจากนั้นฮอร์โมนเพศจะมีการเสื่อมถอยลงเรื่อยๆเมื่อเราเริ่มเข้าสู่วัยกลางคน และแทบจะหมดเมื่อถึงวัยทองสำหรับผู้หญิง (Menopause) หรือวัยแพลททินัมสำหรับผู้ชาย (Andropause) ยังไม่นับรวมถึงผู้หญิงที่ตัดมดลูกและรังไข่ ที่ฮอร์โมนต้องลดลงก่อนเวลาอันสมควรอีกด้วย

ในปัจจุบัน อิทธิพลของการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ผลิตปริมาณมากในระบบอุตสาหกรรม จึงทำให้มีการกระตุ้นโดยใช้ฮอร์โมนแปลกปลอม หรือ การใช้วัสดุเคมีที่มีเอสโตรเจนปนเปื้อน (Xenoestrogen) ที่มีผลทำให้เด็กผู้หญิงก้าวสู่วัยสาวก่อนสมควร การได้รับสารพิษจากสิ่งแวดล้อม การใชัชีวิตแบบอยู่กับที่ ขาดการออกกำลังกาย สิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลให้ฮอร์โมนเพศของเราถดถอยได้รวดเร็วขึ้น ในอดีตเราจะพบว่าผู้หญิงเริ่มเข้าสู่วัยทองได้ตั้งแต่อายุ 46 ปีขึ้นไปจนถึง 50 ปี  แต่ในปัจจุบันเราพบว่าสามารถพบอาการการขาดฮอร์โมนเพศเกิดขึ้นได้ตั้งแต่อายุ 30 กว่าปี เลยด้วยซ้ำ ดังนั้นเมื่อเป็นที่รู้กันดีว่า การเสื่อมของฮอร์โมนเพศทำให้แก่ เราจึงควรดูแลสุขภาพเพื่อไม่ให้เกิดภาวะวัยทองก่อนวัยอันสมควร

ภาวะวัยทองในปัจจุบันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติอีกต่อไป ถ้าเราไม่ได้คิดหาทางดูแลป้องกัน  โรคที่เกิดจากวัยทอง มีทั้งโรคหัวใจและหลอดเลือด ไขมันในเลือดสูง โรคสมองและความจำเสื่อม โรคกระดูกพรุน โรคซึมเศร้าและโรคมะเร็ง โรคที่กล่าวมาทั้งหมดก็อาจจะเกิดก่อนวัยอันสมควร และเมื่อเป็นไปแล้ว จะหาทางรักษาก็ยาก ต้องใช้ยาหลายชนิดไปจนตลอดชีวิต นี่ยังไม่รวมถึงอาการต่างๆที่สัมพันธ์กับอาการฮอร์โมนเพศเริ่มถดถอยที่เราไม่ทันสังเกต เช่น ภาวะน้ำหนักขึ้นง่าย เจ็บป่วยง่าย อ่อนเพลีย หงุดหงิด ไม่มีสมาธิจดจ่อ เหนื่อยง่ายไม่มีสาเหตุ และโรคภูมิแพ้ อาการเหล่านี้เป็นไปได้ยากมากที่จะรู้ว่ามาจากการถดถอยของฮอร์โมนจริงๆ เนื่องจากอาการเหล่านี้เกิดในคนวัยทำงานที่ไม่คิดว่าตนเองจะเข้าสู่ภาวะวัยทองก่อนวัยได้ 

 ระบบไขข้อ​

ปวดข้อ ข้อเข่าเสื่อม ไม่ต้องผ่าตัด​

เข่าเป็นอวัยวะที่เราต้องใช้งานทุกวัน แต่เราอาจจะไม่ค่อยได้ใส่ใจมากนัก จนกระทั่งเริ่มเกิดปัญหา ซึ่งอาการเข่าเสื่อมเริ่มได้จากอาการข้อติดแข็งเมื่อไม่ได้ขยับนาน  ความยืด หยุ่นของข้อลดลงทำให้ขยับได้ไม่สุด ได้ยินเสียงลั่นหรือเสียดสีในข้อ นั่นคือสัญญาณข้อเข่าเสื่อมแล้ว และถ้าปล่อยทิ้งไว้ก็อาจจะมีอาการข้อบวม เจ็บข้อเมื่อขยับ หรือกดเจ็บบริเวณข้อ ซึ่งเป็นอาการของเข่าเสื่อมระยะท้ายๆแล้ว

การดูแลรักษาข้อเข่าเสื่อมพบว่าถ้าเริ่มดูแลในระยะเริ่มต้นย่อมได้ผลดีกว่าระยะรุนแรงเหมือนกับโรคอื่นๆ แต่ทั้งนี้ในคนที่เป็นข้อเข่าเสื่อมรุนแรงเราก็ยังดูแลเข่าได้แบบไม่ต้องผ่าตัด ปัจจุบันมีเทคโนโลยีในการฟื้นฟูเข่าด้วยวิธีการที่เรียกว่า PRP (platelet rich plasma) คือการสกัดเอาเกร็ดเลือดจากเลือดออกมา แล้วทำการ activation ให้เกร็ดเลือดหลั่ง growth factors ซึ่งสารตัวนี้เป็นสารธรรมชาติในร่างกายมนุษย์ที่มีฤทธิ์ในการช่วยส่งเสริมกระบวนการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกาย ซึ่งโดยปรกติ growth factors ในเกร็ดเลือดจะไม่ทำงานจนกระทั่งมีการเกิดบาดแผล แต่ PRP จะเป็นวิธีการเลียนแบบธรรมชาติ เพื่อนำ growth factors ไปใช้ซ่อมแซมร่างกายในบริเวณที่ต้องการ

การทำ PRP มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากเราเตรียมและสกัด growth factors ได้จากตัวผู้ใช้เอง ทำให้ปลอดภัยจากการปนเปื้อนเชื้อโรคของผู้อื่น ส่วนวิธีการทำก็ใช้เทคนิคปลอดเชื้อในการเตรียม จึงมีความสะอาดและปลอดภัยอย่างมาก การศึกษาวิจัยที่ตีพิมพ์ทางวารสารการแพทย์ ในการใช้ PRP รักษาข้อเข่าเสื่อม พบว่าเมื่อฉีดอย่างน้อย 3 ครั้ง ห่างกันทุก 1 สัปดาห์ สามารถลดอาการปวดข้อ ได้ผลดีกว่าการฉีดน้ำเลี้ยงข้อ มีการเกิดการซ่อมแซมและเนื้อกระดูกอ่อนหนาตัวเพิ่มขึ้น  ส่วนผลของการรักษาก็สามารถอยู่ได้นานถึง 1 ปี จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้มีข้อเข่าเสื่อม ที่ยังกังวลและกลัวการผ่าตัด หรือผู้ที่ปวดข้อ ข้อเสื่อมในระยะเริ่มต้น ที่ไม่ต้องการกินยาแก้ปวดเพื่อประทังอาการนอกจากนี้เรายังสามารถใช้ PRP รักษาอาการบาดเจ็บต่างๆของร่างกายได้อีกด้วย เช่น ข้ออื่นๆในร่างกาย เอ็นอักเสบหรือ กล้ามเนื้ออักเสบในบริเวณต่างๆ การบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย การรักษาแผลเบาหวาน หรือแม้กระทั่งการใช้เพิ่มกระตุ้นคอลลาเจนให้ผิวหน้าดูตึงเรียบเนียนขึ้นได้อีกด้วย เรียกได้ว่า PRP มีประโยชน์รอบด้านเลยทีเดียวก็ว่าได้

ขั้นตอนในการฟื้นฟูข้อเข่าเสื่อม

เริ่มจากการประเมินการรักษา จากภาพ x-ray และการตรวจร่างกาย การฟื้นฟูเข่าเสื่อมด้วย PRP ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดฟื้นฟูเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อที่ช้ำรอบข้อ เพื่อทำให้ความแข็งแรงในการพยุงข้อให้เกิดความเสถียรในระยะยาว  ร่วมกับการใช้สารอาหารบำบัดเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็นในการนำไปใช้ฟื้นฟูข้ออย่างตรงจุดนอกจากนี้ ทาง Holistic Medical Centre ยังได้มีนวัตกรรมใหม่ โดยใช้สารสกัดจาก placenta ซึ่งอุดมไปด้วย Nutrients ฉีดลดอาการปวด และอาการบาดเจ็บตามจุดต่างๆได้ ทั้งนี้แพทย์ของ Holistic Medical Centre จะเป็นผู้พิจารณาว่าท่านเหมาะสมกับการรักษาแบบไหน การฉีดเพื่อลดอาการปวด และการบาดเจ็บจะดีขึ้นภายในหนึ่งสัปดาห์ และท่านจะอยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด

ระบบทางเดินอาหาร

ต่อมไทรอยด์​

Hypothyroidism (ภาวะไทรอยด์ต่ำ)

ไทรอยด์เป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่ง ถูกผลิตและหลั่งออกมาจากต่อมที่ชื่อว่าต่อมไทรอยด์ที่อยู่บริเวณลำคอด้านหน้า  หน้าที่ของไทรอยด์คือควบคุมระบบต่างๆในร่างกายให้ทำงานอย่างเป็นปกติโดยเฉพาะระบบการเผาผลาญพลังงาน  ดังนั้นในคนที่มีภาวะไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ไม่ว่าจะมากเกินไป หรือต่ำเกินไป จะมีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลงผิดปกติ (น้ำหนักเปลี่ยนไปทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจที่จะเพิ่มหรือลดน้ำหนัก)  และไทรอยด์ยังสำคัญอย่างมากในทารกเพราะในทารกที่มีภาวะไทรอยด์ต่ำจะมีการพัฒนาของร่างกายและสติปัญญาลดลง การพัฒนาการช้ากว่าเด็กปกติ หรือที่เรียกว่าโรคเอ๋อนั่นเอง

  • น้ำหนักเพิ่ม ขี้หนาว
  • ผิวแห้ง ผมแห้ง ผมบาง คิ้วบาง,ร่วง
  • ตัวบวม ฉุ
  • ท้องผูก
  • อ่อนเพลีย ไม่กระปรี้กระเปร่า
  • สมองไม่ปลอดโปร่ง เรียนรู้และจดจำลดลง  ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ลดลง
  • อาจมีอาการถึงขั้นซึมเศร้าได้

อาการก่อนเกิดวัยทองเกิดขึ้นได้เพราะการทำงานอย่างสอดประสานกันของฮอร์โมน (Hormone symphony) จากต่อมไทรอยด์ (Thyroid hormone) ต่อมหมวกไต (Adrenal hormone) และฮอร์โมนเพศ (sex hormone) ทำให้อาการที่เกิดขึ้นค่อนข้างซับซ้อนบอกไม่ได้ว่ามากจากระบบใด จากงานศึกษาและวิจัยพบว่าเมื่อมีการถดถอยของฮอร์โมนเพศ หรือเริ่มเข้าสู่วัยชราจะพบว่า ฮอร์โมนไทรอยด์จะมีค่าลดลงก่อนเป็นอันดับแรก โดยพบว่า ค่า Thyroid stimulating hormone (TSH) ที่หลั่งจากต่อมใต้สมองมีค่าสูงขึ้นจากปกติ เพราะเหตุที่ต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ได้ลดลง เราจึงอาจสังเกตเห็นคนน้ำหนักขึ้นง่ายลดยาก โดยเฉพาะเมื่ออายุเริ่มมากขึ้น อันดับต่อมาคือต่อมหมวกไตจะทำงานลดลง โดยเห็นได้จากการที่จังหวะของการหลั่งฮอร์โมนคอติซอล (Cortisol diurnal rhythm) ผิดเพี้ยนไปอาการจะเป็นหวัดง่าย เป็นภูมิแพ้เกิดอาการอ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ ภาวะนอนไม่หลับ การที่ตอนวัยรุ่นเราเคยอดหลับอดนอน

เที่ยวหรือทำงานดึกๆได้ติดต่อกันหลายวัน โดยที่ตื่นมาก็ยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่พออายุเริ่มมากขึ้นเราเริ่มทำแบบนั้นไม่ได้ นี่ก็มาจากการถดถอยของฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต สุดท้ายฮอร์โมนเพศ ซึ่งฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจน (Estrogen) กับโปรเจสเทอโรน (progesterone) ก็ลดลงอย่างไม่สมดุลกัน โดยโปรเจสเทอโรนจะลดลงก่อน ทำให้เกิดการเสียสมดุลของฮอร์โมนเพศหญิง (estrogen dominance) ทำให้เกิดปัญหาด้านอารมณ์ การมีซีสต์ที่รังไข่การที่ประจำเดือนเริ่มมาผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็น มามากเกินไปหรือน้อยเกินไป รอบประจำเดือนสั้นลงหรือมายาวนานขึ้น  การมีอาการไม่สบายก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual symptom)

ซึ่งแต่และตัวก็มีความพิเศษแตกต่างกันไป ในการดูระดับทั้งฮอร์โมนเพศที่ร่างกายผลิตเอง ทั้งสังเคราะห์ และสารตกค้างฮอร์โมนที่จะไปกระตุ้นมะเร็ง การใช้ชีวิตให้เหมาะสมทั้งเรื่องอาหาร การขจัดสารพิษ การออกกำลังกายก็ล้วนมีส่วนสำคัญที่จะไม่ทำให้ฮอร์โมนของเราถดถอยก่อนวัยอันสมควร พบว่าผู้หญิงที่มีอาการท้องผูกมักพบว่ามีปัญหาการบกพร่องของฮอร์โมนเพศร่วมด้วย อาจพบว่ามีซีสต์ที่เต้านม รังไข่ หรือ เนื้องอกโพรงมดลูก  เนื่องจากไม่สามารถขจัดสารพิษที่เป็นไขมันออกจากร่างกายได้ เพราะสารตั้งต้นของฮอร์โมนเพศคือ คลอเรสเตอรอล (Cholesterol) ซึ่งร่างกายเราสามารถขจัดไขมันได้ 2 ทางคือ

การออกกำลังกายแล้วสลายไขมันในรูปของพลังงานและความร้อน และขจัดออกทางลำไส้ผ่านตับและถุงน้ำดี ดังนั้นถ้าผู้หญิงท้องผูก ก็เป็นเหตุให้มีการตกค้างของฮอร์โมนเพศมากขึ้น โดยเฉพาะในคนที่มีแบคทีเรียที่ไม่ดีอยู่ในลำไส้แล้วด้วย แบคทีเรียเหล่านี้จะทำให้เกิดการดูดซึมไขมันกลับไปสร้างเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนชนิดที่ไม่ดี (estrone) ได้มากขึ้นอีก ทั้งหมดนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของการดูแลตนเองจากภายในสู่ภายนอก เพื่อให้เราดูดี สดใส มีสมรรถภาพด้านต่างๆที่สมบูรณ์ทั้งกายและใจ ทั้งนี้สามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชียวชาญทางด้านฮอร์โมน หรือแพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย ในโรงพยาบาลหรือศูนย์สุขภาพชั้นนำได้ เพื่อให้ได้รับการดูแลที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล (Personalized medicine)​

ภาวะไทรอยด์ต่ำมีความสำคัญคือ ผู้ป่วยส่วนมากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษา เนื่องจากอาจจะไม่ได้สังเกตถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น หรืออาจจะสังเกตเห็นแต่เข้าใจว่าเป็นปกติของร่างกายเราเอง  และโชคร้ายไปกว่านั้น ได้รับการตรวจแล้ว แต่เป็นภาวะที่เรียกว่าไทรอยด์ต่ำแฝง(มีอาการของไทรอยด์ต่ำ แต่ผลการตรวจระดับฮอร์โมนในเลือดยังอยู่ในระดับค่าปกติ)  ทำให้ไม่ได้รับการรักษาภาวะไทรอยด์ต่ำนั่นเอง

ในการตรวจวินิจฉัยภาวะไทรอยด์ต่ำ แพทย์จะเริ่มตั้งแต่การซักประวัติอาการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาการของไทรอยด์ต่ำมีได้หลากหลาย และเกิดขึ้นได้ทุกระบบของร่างกาย ได้แก่

ซึ่งทาง Holistic Medical Centre มีแบบสอบถามเพื่อประเมินอาการของคนไข้ สามารถบ่งชี้การเจ็บป่วยซึ่งมีความสัมพันธ์กับไทรอยด์ได้ อีกทั้งเรายังมีการตรวจร่างกายตามมาตรฐาน ตั้งแต่สัญญาณชีพที่ผิดปกติ ทั้งอัตราการเต้นของชีพจร ความดันโลหิต  ตรวจลักษณะและขนาดของต่อมไทรอยด์ และลักษณะทั่วไปของร่างกายที่เข้าได้กับภาวะไทรอยด์ต่ำก็มีความสำคัญ  และสุดท้ายการตรวจระดับฮอร์โมนไทรอยด์เพื่อเป็นเครื่องมือในการช่วยวินิจฉัย

หลังจากได้ผลทั้งหมด และสรุปได้ว่ามีภาวะไทรอยด์ต่ำแล้ว แพทย์จะเป็นผู้เลือกการดูแลรักษาสำหรับภาวะไทรอยด์ต่ำที่เหมาะสมสำหรับคนไข้แต่ละคนโดยเฉพาะ  โดยการรักษาของ Holistic Medical Centre จะมีทั้งการให้ฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทน ซึ่งเป็นฮอร์โมนไทรอยด์ที่สั่งทำเฉพาะสำหรับคลินิกเท่านั้น  และการรักษาร่วมที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการรักษาด้วยฮอร์โมนทดแทนโดยการฟื้นฟูการทำงานของต่อมไทรอยด์ และเติมเต็มสารอาหารที่ร่างกายต้องการนำไปใช้ในกระบวนการผลิตและใช้งานฮอร์โมนไทรอยด์อย่างเป็นปกติตามธรรมชาติของร่างกายภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ทางที่ดีเราควรเริ่มสังเกตอาการต่างๆ ให้ได้แต่เนิ่นๆ ปัจจุบันเราพบแบบสอบถามต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาการถดถอยของฮอร์โมนได้ใน สื่อออนไลน์ทั่วไป ทั้งจากเว็บไซด์ที่น่าเชื่อถืออย่างเช่น องค์การอนามัยโลก หรือของโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อที่เราจะได้ประเมินตนเองว่าเราเริ่มมีการถดถอยของฮอร์โมนในระยะใดแล้ว และเป็นฮอร์โมนชนิดใด เราจะได้เริ่มดูแลตนเองและปรึกษาแพทย์ การตรวจสุขภาพร่างกายตามช่วงอายุก็เป็นสิ่งจำเป็น โดยปกติบุคคลที่มีอายุมากกว่า 30-35 ปีขึ้นไปก็ควรจะตรวจร่างกายเพื่อประเมินการทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น ปอด หัวใจ ตับ ไต และระบบเมตาบอริซึ่มในร่างกาย  นอกจากนี้ในสถาบันสุขภาพบางแห่งยังเพิ่มการตรวจระดับของฮอร์โมนต่างๆในร่างกายได้อีกด้วย ทำให้เราสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงถ้าตรวจสม่ำเสมอ การตรวจมวลกระดูกก็ควรเริ่มตั้งแต่อายุ 40-45 ปีขึ้นไปและเสริมแคลเซียมหรือวิตามินดีเมื่อถึงเวลาและเสริมเท่าที่จำเป็น  นอกจากนี้ยังสามารถดูการถดถอยของฮอร์โมนได้เสริมกับผลตรวจฮอร์โมนอื่นๆซึ่งการตรวจในปัจจุบันสามารถตรวจฮอร์โมนได้ทั้งในเลือด ในน้ำลาย และปัสสาวะ​

อาคาร 253 อโศก ชั้น 20 ถนนสุขุมวิท 
แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กทม 10110​

Copyright 2019 © HMC All Rights Reserved​

จีเนียส เว็บสวย ติดหน้าแรกๆ Google

DESIGN by​

ติดต่อ:​

02-640-8090​