โรคสะเก็ดเงิน

     โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคที่มีการอักเสบเรื้อรังของผิวหนัง ที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดทราบเพียงว่า เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกันได้แก่พันธุกรรมความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันและปัจจัยกระตุ้นภายนอกทำให้เซลล์ผิวหนังมีการแบ่งตัวเร็วผิดปกติ โรคนี้พบได้ประมาณร้อยละ 1-2 ของประชากรและพบได้ทั้งเพศชายและหญิงทั้งในเด็กและผู้ใหญ่อาการของโรคสะเก็ดเงินไม่ได้เกิดเฉพาะทางผิวหนังแต่อาจเกิดสัมพันธ์กับโรคอื่นๆอีก เช่นโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน โรคอ้วน ภาวะไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น​

  • ผื่นหนา สีแดง ขอบชัดเจนมีขุยสีขาวหรือสีออกเงินๆ สามารถขุดออกได้และถ้าขูดขุยหมดจะมีจุดเลือดออกบนรอยผื่น
  • ผื่นผิวหนัง มักกระจายในบริเวณที่มีการเสียดสี ศีรษะ ไร้ผม หลัง สะโพก ศอก เข่า หน้าแข้ง ข้อเท้า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า
  • เล็บ พบมีหลุม เล็บร่อน ปลายเล็บหนามีขุยใต้เล็บหรือจุดสีน้ำตาลใต้เล็บ
  • มีการอักเสบของข้อ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งข้อใหญ่และข้อเล็ก อาจเป็นข้อเดียวหรือหลายข้อ และอาจมีการผิดรูปข้อตามหลัง การอักเสบเรื้อรังได้

การรักษา

ให้ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับโรคสะเก็ดเงินแก่ผู้ป่วยและญาติว่าเป็นโรคผิวหนังเรื้อรังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมโรคได้ เป็นโรคที่ไม่ติดต่อ มีสาเหตุที่จะทำให้โรคกำเริบขึ้น ผู้ป่วยจึงควรหลีกเลี่ยงสาเหตุเหล่านั้นด้วย เช่นเรื่องการดื่มแอลกอฮอล์ ความเครียด ขาดการพักผ่อนที่เพียงพอ

วิธีการรักษามีหลายวิธี

     ยาทา น้ำมันดิน สเตียรอยด์  ยาฉีด การฉายรังสีอัลตราไวโอเลต การรักษาของ Holistic Medical Centre เป็นการรักษาแบบแพทย์ทางเลือกซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่การปรับระบบภูมิคุ้มกันและการขับสารพิษออกจากร่างกาย โดยการตรวจหาภูมิแพ้อาหารแอบแฝง เพื่อที่จะได้หลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่เหมาะกับร่างกาย ตรวจหาระดับสารพิษโลหะหนักในเลือดและปัสสาวะ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งในการกระตุ้นให้ร่างกายอักเสบเรื้อรังและโรคกำเริบได้ง่ายขึ้น ตรวจหาวิเคราะห์ระดับฮอร์โมน ระดับวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญในร่างกาย ซึ่งมีผลในการช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนให้เหมาะสมขึ้นอีกทั้งยังช่วยส่งเสริม และฟื้นฟูการรักษาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

     การฟื้นฟูปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกันโดยวิธีการทำ Hematogenous oxidation therapy H.O.T. เพื่อช่วยลดอาการอักเสบเรื้อรัง ช่วยให้ออกซิเจนในเนื้อเยื่อมีมากขึ้น การไหลเวียนของระบบเลือดฝอยดีขึ้น และปรับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และหากพบว่ามีระดับสารพิษโลหะหนักในร่างกายสูงก็ควรจะกำจัดหรือลดระดับสารพิษโลหะหนักโดยการล้างหลอดเลือด เรียกว่า Chelation therapy ในสารน้ำชนิดนี้กรดอะมิโนชนิดหนึ่งซึ่งมีคุณสมบัติในการกำจัดสารพิษโลหะหนักได้ อีกทั้งยังอุดมไปด้วยด้วยวิตามินและแร่ธาตุซึ่งทำให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น 

สมรรถภาพทางเพศ

หย่อนสมรรถภาพทางเพศ  รักษาได้ถ้าแก้ให้ตรงจุด

หากคุณมีอาการ อวัยวะเพศชายแข็งตัวได้ไม่เต็มที่  แข็งตัวได้ไม่นาน อวัยวะเพศอ่อนตัวขณะมีเพศสัมพันธ์  มีอาการหลั่งเร็ว หรือความต้องการทางเพศลดลงแล้ว คุณอาจเข้าขั้นภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้ภาวะหย่อนสรรถภาพทางเพศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป  ปัจจุบันเพบผู้ชายมีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศเพิ่มขึ้นในอายุที่น้อยลง ซึ่งมีสาเหตุมาได้จากหลายปัจจัย โดยสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก

1. ฮอร์โมนเพศชายต่ำ (Testosterone) ฮอร์โมนเพศชายทำให้ผู้ชายมีลักษณะความเป็นชายแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของอวัยวะเพศอีกด้วย เพราะการขยายตัวของหลอดเลือดในอวัยวะเพศชายจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนเพศชายเป็นตัวเหนี่ยวนำ ดังนั้นคนที่มีฮอร์โมนเพศชายต่ำ โดยเฉพาะคนสูงอายุ หรือคนที่ใช้ lifestyle ที่ไม่ทนุถนอมสุขภาพ อาจจะมีผลให้หย่อนสมรรถภาพทางเพศได้เร็วยิ่งขึ้น  การรักษาด้วยการใช้ฮอร์โมนเพศชายเสริม หรือการปรับสมดุลฮอร์โมนเพศชายด้วยวิธีธรรมชาติจะช่วยให้ร่างกายมีระดับฮอร์โมนเพศชายในระดับเหมาะสมและมีการตอบสนองต่อฮอร์โมนได้ดียิ่งขึ้น

2. ภาวะหลอดเลือดตีบแข็ง (Atherosclerosis) ภาวะหลอดเลือดตีบแข็ง ทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี หลอดเลือดขาดความยืดหยุ่น ทำให้นำเลือดไปหล่อเลี้ยงอวัยวะเพศชายได้ไม่ดี ไม่เกิดการขยายตัวของหลอดเลือดและอวัยวะเพศ ซึ่งพบได้ในคนที่สูบบุหรี่ กินเหล้า เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง ภาวะหลอดเลือดตีบแข็งทำให้หย่อนสมรรถภาพทางเพศได้แม้ฮอร์โมนเพศชายจะไม่มีปัญหา การดูแลรักษาภาวะหลอดเลือดตีบแข็งที่อวัยวะเพศชาย สามารถทำได้ด้วยวิธีการ Shock wave therapy เป็นการใช้คลื่นเสียงกระแทกทำให้เกิดการสร้างหลอดเลือดใหม่ ร่วมกับการฉีด PRP  และ cell therapy เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างหลอดเลือดใหม่ที่ยืดหยุ่นและแข็งแรงในอวัยวะเพศชาย

ภาวะหย่อนสมรรภภาพทางเพศอาจเกิดขึ้นได้จากปัจจัยทั้ง 3 ข้างต้น คนที่มีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศอาจเกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง หรือเกิดร่วมกันทั้ง 3 ปัจจัยก็ได้ การดูแลรักษาจึงควรเริ่มจากการประเมินสุขภาพก่อนว่าเกิดจากปัจจัยใดบ้าง  แล้วการประเมินแบบสอบถาม การตรวจเลือดทางห้องปฎิบัติ เพื่อนำไปสู่การวางแผนการรักษาที่เหมาะสมแก่ต่อละบุคคล (personalized medicine)​

โรคซึมเศร้า

ภาวะซึมเศร้าเป็นสภาวะทางอารมณ์ด้านลบอย่างหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะคือความเศร้าโศก และสิ้นหวัง  นับเป็นความผิดปกติทางอารมณ์ แต่สามารถมีผลกระทบต่อกายภาพของร่างกายได้ เช่น อาจจะมีอาการเหนื่อยล้าผิดปกติ หรือเจ็บปวดบางส่วน หรือหลายๆส่วนของร่างกายอย่างผิดปกติ  อาการของผู้มีภาวะซึมเศร้ามีความหลากหลายและมีหลายระดับความรุนแรง ตั้งแต่เล็กน้อย จนถึงขั้นรุนแรงจนอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้  ภาวะซึมเศร้าเป็นโรคทางอารมณ์ที่พบได้บ่อย และมักถูกละเลย  ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้อาการของคนเป็นโรคซึมเศร้าแย่ลงทุกวัน

                โรคซึมเศร้าไม่ใช่โรคที่เกิดจากความอ่อนแอทางใจ  สาเหตุของการเป็นโรคซึมเศร้านั้น ในปัจจุบันเราพบว่ามีความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง ซึ่งอาจเกิดจากหลายปัจจัยเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นพันธุกรรม, สภาพแวดล้อมตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน, ความผิดปกติทางกายที่ส่งผลต่อระดับฮอร์โมน สารสื่อประสาท, โรคเรื้อรังต่างๆ และสารเสพติด  ดังนั้นการดูแลรักษานอกจากการให้ยาแล้ว ควรให้การดูแลตามปัจจัยเสี่ยงที่สามารถดูแลได้ร่วมไปด้วย

                การวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้านั้นสามารถทำได้โดยการซักประวัติโดยแพทย์ ซึ่งจะใช้เกณฑ์การวินิจฉัยจากสมาคมจิตเวชศาสตร์สหรัฐอเมริกา โดยอาการมีตั้งแต่ มีอารมณ์เศร้าโศก, รู้สึกท้อแท้ ไร้ค่า, หมดความสนใจจากกิจกรรมที่เคยสนใจ, มีความคิดอยากทำร้ายตัวเองหรืออยากตาย, พฤติกรรมการกินผิดปกติไป, พฤติกรรมการนอนผิดปกติไป, ไม่สามารถตั้งสมาธิได้, รู้สึกเหนื่อยง่ายไม่มีแรง

     การดูแลรักษาใน Holistic Medical Centre นั้นจะทำการรักษาโดยเริ่มตั้งแต่การประเมินคนไข้จากประวัติ เพื่อหาปัจจัยเสี่ยงที่สามารถปรับปรุงแก้ไขได้  การประเมินทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาสาเหตุของความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นระดับสารอาหารบางชนิด ระดับฮอร์โมนต่างๆ ระดับการอักเสบในร่างกาย ระดับความเครียดที่เกิดจาก Oxidation และค้นหาโรคต่างๆที่เป็นปัจจัยเสี่ยง  หลังจากนั้นแพทย์จะทำการเลือกการรักษาสำหรับปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของแต่ละบุคคล ไม่ว่าเป็นการให้สารอาหารที่จำเป็น การให้ฮอร์โมนทดแทน หรือการใช้นวัตกรรมการรักษาต่างๆภายในคลินิก รวมทั้งการรักษาโดยใช้ Bach’s flower, Homeopathy และ Emowave ร่วมด้วยได้

     การดูแลรักษาเหล่านี้สามารถทำร่วมกันกับการรักษาจากแพทย์แผนปัจจุบันในโรงพยาบาลได้ในคราวเดียวกัน โดยจะช่วยส่งเสริมให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น  และยังเป็นการฟื้นฟูสุขภาพจากสาเหตุที่เป็นปัจจัยเสี่ยงไปพร้อมๆกันเพื่อเป็นการป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ หรือการกำเริบของโรคในอนาคตข้างหน้า​

อ่อนเพลียเรื้อรัง

3. ระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic nervous system)  การแข็งตัวของอวัยวะเพศชาย หลังจากมีสิ่งเร้ามากระตุ้น สมองจะส่งสัญญาณระบบประสาทอัตโนมัติไปที่อวัยวะเพศ เพื่อช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวและเกิดการแข็งตัวของอวัยวะเพศ ในคนที่มีความเครียดสูง สมองล้า พักผ่อนน้อย มีปัญหาทางอารมณ์ เช่น ซึมเศร้า กังวล อาจเป็นสาเหตุหลักในผู้ชายอายุน้อยที่มีปัญหาหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้ และผู้ที่ทำการผ่าตัดต่อมลูกหมากอาจมีผลรบกวนเส้นประสาทที่ไปหล่อเลี้ยงอวัยวะเพศชาย อันเป็นสาเหตุหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้ การดูแลขั้นต้นด้วยการทำ stress management ด้วย emowave เป็นการตรวจวิเคราะห์บุคลิกภาพ และบวนการคิดของแต่ละคน จากการตรวจคลื่นสมองผ่านเสียงพูด ร่วมกับการให้ดนตรีบำบัด emopill  เพื่อทำให้เกิดการผ่อนคลายทางด้านจิตใจและสมอง ลดความเครียดของร่างกาย และช่วยพัฒนาบุคลิกภาพ​

ภาวะต่อมหมวกไตล้า Chronic fatigue syndrome, Burn out syndrome

เป็นภาวะที่หาสาเหตุและวินิจฉัยได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่สามารถตรวจวินิจฉัยได้จากเครื่องมือที่มีในหลักการแพทย์แผนปัจจุบัน เป็นภาวะที่ร่างกายรู้สึกขาดพลังงาน (low energy) แต่หาสาเหตุไม่ได้      เกิดจากการเสียสมดุลการทำงานระหว่างไฮโปทาลามัส ต่อมใต้สมองและต่อมหมวกไต (hypothalamic-pituitary-adrenal (HPA) axis) ในการตอบสนองต่อภาวะความเครียด ซึ่งโดยปกติการตอบสนองต่อความเครียดจะมีการทำงานระหว่างระบบต่อมไร้ท่อและระบบประสาทเรียกว่า neuroendocrine ภาวะความเครียดจึงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดภาวะต่อมหมวกไตล้า ทั้งนี้ความเครียดไม่ได้หมายความถึงแค่ ทางจิตใจเท่านั้น หากยังรวมถึงความเครียดทางร่างกายอีกด้วย ฮอร์โมนคอติซอล (cortisol) เป็น สารตัวหลักที่หากร่างกายขาด จะทำให้ไม่สามารถจัดการกับความเครียดได้ ซึ่งมักเกิดขึ้นเป็นประจำในภาวะต่อมหมวกไตล้า ในส่วนของสารสำคัญอีกชนิดได้แก่ อัลโดสเตอโรน (aldosterone) จะช่วยควบคุมสมดุลของระดับ โซเดียมและโปตัสเซียมที่อยู่ในร่างกาย ในขณะที่มีภาวะเครียด ร่างกายจะเพิ่มการหลั่ง aldosterone ทำให้โซเดียมคั่ง ตามมาด้วยน้ำคั่งและความดันโลหิตสูง อย่างไรก็ตามสถานการณ์เหล่านี้อาจไม่ตรงไปตรงมาในภาวะต่อมหมวกไตล้า เพราะความดันโลหิตอาจจะต่ำก็ได้

ประโยชน์ของคอติซอล

  • ทำให้น้ำตาลในเลือดเป็นปกติ
  • ต่อต้านการอักเสบ
  • กดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
  • ทำให้หลอดเลือดหดตัว

ดังนั้นคนไข้ที่มีภาวะต่อมหมวกไตล้าจะมีอาการดังต่อไปนี้

  • น้ำตาลต่ำ hypoglycemia
  • สมองล้า brain frog
  • ใจสั่น palpitation
  • วิตกกังวล anxiety
  • ลดน้ำหนักยากหรือน้ำหนักเกินง่าย difficulty losing weight
  • นอนหลับยาก insomnia
  • อาการผิดปกติระหว่างมีรอบเดือน PMS
  • อยากอาหารเค็ม salt craving
  • ไทรอยด์ทำงานลดลง low thyroid function
  • ซึมเศร้า (depression)
  • สมรรถภาพทางเพศลดลง low libido

จริงๆแล้วอาการของภาวะต่อมหมวกไตล้า แบ่งเป็น 4 ระยะ ตามความรุนแรง

ระยะที่ 1 เป็นระยะที่เกิดภายหลังความเครียดไม่นาน เช่น เราอาจจะทำงานหนักมาก หรือเดินทางไกลขึ้นเขา ออกกำลังกายอย่างหนัก หรือแม้กระทั่งความเครียดจากการทะเลาะเบาะแว้ง หรือเหตุการณ์รุนแรงในชีวิต ตราบใดที่ร่างกายเรารับรู้ได้ว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการอ่อนแรง และต้องใช้เวลาระยะหนึ่งพักเพื่อให้เกิดความผ่อนคลาย นอนหลับให้สนิท ก็จะกลับฟื้นฟูขึ้นมาได้

ระยะที่ 2 ถ้าความเครียดนั้นยังคงเกิดขึ้นต่อไปหรือทวีความรุนแรงมากขึ้น หรือมีความเครียดอื่นเข้ามาสบทบ เช่น บังเอิญเป็นไข้หวัดใหญ่ช่วงที่ภาระงานหนักขึ้น แม้ว่าในระยะนี้อาการต่างๆจะหายไปได้เอง แต่ผลกระทบต่อต่อมหมวกไตก็เกิดขึ้นแล้วโดยที่เราไม่รู้ตัว

ระยะที่ 3 ผลกระทบต่อร่างกายที่มีต่อความเครียดได้ปรากฏออกมาเกินกว่าที่เราจะเพิกเฉยอาการเหล่านี้อีกต่อไป  เช่นภาวะติดเชื้อเรื้อรัง  นอนไม่หลับ รู้สึกไม่มีพลังงาน ประจำเดือนผิดปกติ หรือภาวะซึมเศร้า

ระยะที่ 4 คือระยะที่ 3 ที่ผิดปกติจนกระทั่งก่อให้เกิดโรค เช่น โรค metabolic syndrome, polycystic ovarian syndrome (PCOS), hypothyroidism

การวินิจฉัย

การตรวจหาภาวะต่อมหมวกไตล้าในทาง Anti-Aging สามารถตรวจระดับ cortisol และ DHEA ในเลือด หรือตรวจละเอียดแบบเป็น serial จากน้ำลาย (Adrenal Stress Test) ซึ่งจะทำให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนได้ตรงกับสถานการณ์ที่เกิดมากที่สุด นอกจากนี้ อาจจำเป็นต้องตรวจหาสาเหตุของการที่มีภาวะต่อมหมวกไตล้า แล้วการทำงานของอวัยวะอื่นที่ผิดปกติที่เป็นผลมาจากต่อมหมวกไตล้าด้วย เช่น ตรวจฮอร์โมนเพศ  ภูมิคุ้มกัน เป็นต้น

เครื่องมือที่ใช้ในการวินิจฉัย

Blood- cortisol, DHEA, Sex hormone level

Saliva- Adrenal Stress test

Mental&Emotional- Emowave, Maxpulse test

ภาวะต่อมหมวกไตล้า

Chronic fatigue syndrome, Burn out syndrome

เป็นภาวะที่หาสาเหตุและวินิจฉัยได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่สามารถตรวจวินิจฉัยได้จากเครื่องมือที่มีในหลักการแพทย์แผนปัจจุบัน เป็นภาวะที่ร่างกายรู้สึกขาดพลังงาน (low energy) แต่หาสาเหตุไม่ได้ เกิดจากการเสียสมดุลการทำงานระหว่างไฮโปทาลามัส ต่อมใต้สมองและต่อมหมวกไต (hypothalamic-pituitary-adrenal (HPA) axis) ในการตอบสนองต่อภาวะความเครียด ซึ่งโดยปกติการตอบสนองต่อความเครียดจะมีการทำงานระหว่างระบบต่อมไร้ท่อและระบบประสาทเรียกว่า neuroendocrine ภาวะความเครียดจึงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดภาวะต่อมหมวกไตล้า ทั้งนี้ความเครียดไม่ได้หมายความถึงแค่ ทางจิตใจเท่านั้น หากยังรวมถึงความเครียดทางร่างกายอีกด้วย ฮอร์โมนคอติซอล (cortisol) เป็น สารตัวหลักที่หากร่างกายขาด จะทำให้ไม่สามารถจัดการกับความเครียดได้ ซึ่งมักเกิดขึ้นเป็นประจำในภาวะต่อมหมวกไตล้า ในส่วนของสารสำคัญอีกชนิดได้แก่ อัลโดสเตอโรน (aldosterone) จะช่วยควบคุมสมดุลของระดับ โซเดียมและโปตัสเซียมที่อยู่ในร่างกาย ในขณะที่มีภาวะเครียด ร่างกายจะเพิ่มการหลั่ง aldosterone ทำให้โซเดียมคั่ง ตามมาด้วยน้ำคั่งและความดันโลหิตสูง อย่างไรก็ตามสถานการณ์เหล่านี้อาจไม่ตรงไปตรงมาในภาวะต่อมหมวกไตล้า เพราะความดันโลหิตอาจจะต่ำก็ได้

การรักษา

1. การปรับสมดุลการใช้ชีวิต

  • การรับประทานอาหารเป็นเวลา ไม่รับประทานอาหาร 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน
  • ลดการรับประทานอาหารที่มีสารปรุงแต่ง
  • ดื่มน้ำให้มาก
  • เข้านอนก่อนเที่ยงคืน
  • ออกกำลังกายเน้น breathing exercise

2. การดีทอกซ์ เพื่อลดภาวะเครียดทั้งจากมลพิษและอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้น

3. การให้สารอาหารทดแทนเข้าร่างกายที่ประกอบไปด้วยวิตามินแร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระ

4. การให้ฮอร์โมนทดแทนในเคสที่จำเป็นต้องได้

5. การปรับจิตใจและอารมณ์ให้กลับเข้าสู่สมดุล โดยใช้เครื่องมือ emowave หรือ การรักษาแบบ bach flower

การรักษา

1. การปรับสมดุลการใช้ชีวิต

  • การรับประทานอาหารเป็นเวลา ไม่รับประทานอาหาร 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน
  • ลดการรับประทานอาหารที่มีสารปรุงแต่ง
  • ดื่มน้ำให้มาก
  • เข้านอนก่อนเที่ยงคืน
  • ออกกำลังกายเน้น breathing exercise

 

2. การดีทอกซ์ เพื่อลดภาวะเครียดทั้งจากมลพิษและอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้น

3. การให้สารอาหารทดแทนเข้าร่างกายที่ประกอบไปด้วยวิตามินแร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระ

4. การให้ฮอร์โมนทดแทนในเคสที่จำเป็นต้องได้

5. การปรับจิตใจและอารมณ์ให้กลับเข้าสู่สมดุล โดยใช้เครื่องมือ emowave หรือ การรักษาแบบ bach flower

อาคาร 253 อโศก ชั้น 20 ถนนสุขุมวิท 
แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กทม 10110​

Copyright 2019 © HMC All Rights Reserved​

จีเนียส เว็บสวย ติดหน้าแรกๆ Google

DESIGN by​

ติดต่อ:​

02-640-8090​