US.Biotek ตรวจภูมิแพ้อาหารแอบแฝงสำหรับเด็ก 

คือการตรวจเพื่อให้ทราบว่าอาหารชนิดใดเหมาะหรือไม่เหมาะกับร่างกายของแต่ละจัดเป็นการตรวจการแพ้แบบ Non-IgE mediated disorder หรือที่หลายคนเรียกว่า การตรวจภูมิแพ้แบบแอบแฝงโดยใช้เทคนิค ELAISA 

Food Allergy​

ภูมิแพ้ อาหารแอบแฝง​​

ทำไมต้องตรวจ… ?

1. เนื่องจากอาการแพ้เกิดขึ้นภายหลังได้รับ allergen 2-72 ชั่วโมง จึงเป็นการยากที่จะทราบว่าเราแพ้อะไร

2. ค่าใช้จ่ายในการตรวจอยู่ในสัดส่วนที่น้อยกว่า เมื่อเทียบกับค่ารักษาพยาบาล ค่ารถ ค่าเสียเวลา ฯ ที่ต้องไปพบแพทย์เมื่อมีอาการแพ้ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก

3. การหลีกเลี่ยงอาหารที่ร่างกายมีปฎิกิริยา เป็นการรักษาภูมิแพ้แบบแอบแฝงที่ต้นเหตุ​

ข้อบ่งชี้ในการตรวจ 

  • ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ โรคกลุ่มออโตอิมมูน ในเด็กที่มีพัฒการล่าช้า
  • ผู้ที่มีพฤติกรรมชอบทานอาหารซ้ำๆ
  • ผู้ที่มีปัญหาภูมิแพ้แต่ผลตรวจ IgE เป็น Negative
  • ในเด็กที่มีอายุมากกว่า 6 เดือน
  • กลุ่มที่อาการตามที่กล่าวไว้ข้างต้นเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ

วิธีการเก็บตัวอย่าง ปริมาณเลือดที่ใช้

- ใช้เลือด 5 มิลลิลิตร หรือ 3 stripe โดยใช้วิธีหยดเลือดลงบนแผ่นเก็บเลือดทั้ง 3 แผ่นให้ชุ่ม

(ห้ามเอาปลายนิ้วป้ายลงบนแผ่นเก็บเลือด) ทิ้งไว้ให้แห้งในอุณหภูมิห้องประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นเก็บใส่ซองโดยไม่ต้องเก็บไว้ในตู้เย็น โดยเลือดตัวอย่างมีอายุ 60 วัน

ระยะเวลาที่ใช้จัดส่ง ตรวจ และออกผล ประมาณ 1 เดือนหรือน้อยกว่านั้น​

รายการอาหารที่มีให้เลือก

  • 96 General Food
  • 96 Asian Food
  • 96 Vegetarian
  • 96 Japanese
  • 96 Mexican​

ข้อแนะนำในก่อนการตรวจ

1. ผู้รับการตรวจ ต้องมีอายุมากกว่า 1ปีขึ้นไป

2. ผู้ที่ต้องตรวจควรงดยาหรือวิตามินอย่างน้อย 4วันก่อนเข้ารับการเก็บตัวอย่างเลือดยาหรือวิตามินที่ควรงดได้แก่

- กลุ่ม Steroid-Antibiotic (กลุ่มปฏิชีวนะ ยาฆ่าเชื้อ)

- ยาหรือวิตามินที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน

- ยาหรือวิตามินแก้แพ้ แก้หวัด

- ยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาลดการอักเสบ

- ผู้ได้รับวิตามินซีมากกว่าหรือเท่ากับ5กรัมต่อวัน

- ได้รับการบำบัดด้วยการทำเคมี

3. ในกรณีที่ได้รับวัคซีน ควรรับการตรวจหลังจากได้รับวัคซีน 1 เดือนขึ้นไป

* การงดยาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และเภสัชกร *

ตรวจภูมิแพ้อาหารแอบแฝงสำหรับผู้ใหญ่

Alcat 280

เป็นการทดสอบเพื่อหาความสัมพันธ์กันระหว่างอาหารหรือสารปรุงแต่งอาหารกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายซึ่งจะก่อให้เกิดภาวะความผิดปกติต่างๆในร่างกายได้ซึ่งมักจะเกิดอาการเรื้อรัง ซึ่งอาการที่พบโดยส่วนใหญ่ได้แก่ ปวดศีรษะไมเกรน,น้ำหนัก...., เมื่อยล้า, ภาวะสมาธิสั้น,ไขข้ออักเสบ,ความผิดปกติเกี่ยวกับผิวหนังและการหายใจ, การติดเชื้อซ้ำซ้อนของหูในเด็ก, ภาวะซึมเศร้า ฯลฯ

การตรวจ Alcat Test เป็นการตรวจหาภูมิคุ้มกันชนิด IgG ที่จะเกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันถูกกระตุ้นโดยอาหารและสารปรุงแต่งอาหารที่ใช้ในการทดสอบจำนวน 280 ชนิด (อาหาร 250 และสารปรุงแต่งอาหาร 30 ชนิด) 

ข้อดีของการตรวจ Alcat Test

ทราบชนิดของอาหารหรือกลุ่มของอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงได้ เพิ่มช่องทางในการรักษาอาการหรือโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุหรืออาการเรื้อรังอื่นๆ ที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายได้

ผลการตรวจจะถูกแสดงออกมาระดับของความรุนแรงที่อาหารหรือสารปรุงแต่งที่ตรวจมีผลกระทบต่อร่างกายซึ่งจะแสดงออกมาใน 3 ระดับคือมาก, ปานกลาง และ น้อย โดยที่ผลจะถูกแสดงออกมาใน 2 ส่วนคือ

สี แบ่งเป็น 4 สีคือ

  1. แดง (มาก)ควรงดอาหารหรือสารปรุงแต่งที่แพ้อย่างน้อย 6 เดือน
  2. ส้ม (ปานกลาง)ควรงดอาหารหรือสารปรุงแต่งที่แพ้อย่างน้อย 3 เดือน
  3. เหลือง (น้อย)ควรงดอาหารหรือสารปรุงแต่งที่แพ้อย่างน้อย 1 เดือน
  4. เขียว (ปกติ)แสดงถึงอาหารหรือสารปรุงแต่งที่สามารถรับประทานได้

ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการตรวจ

ในเด็กเล็กที่ต้องการตรวจต้องมีอายุมากกว่า 6 เดือนขึ้นไปเท่านั้น เพราะจะทำให้ผลการตรวจที่ได้จะไม่ถูกต้อง เนื่องจากภูมิคุ้มกันชนิด IgG ในเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือนนั้นยังไม่ถูกสร้างและเด็กยังคงใช้ ภูมิคุ้มกันจากแม่อยู่

ผู้ที่ต้องการตรวจควรงดยาหรือวิตามิน 4 – 7วันก่อนเข้ารับการเจาะเลือดโดยที่ยาหรือวิตามินที่ต้องงดได้แก่

  •  ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น Steroid, Hormone ทดแทน
  • ยาหรือวิตามินที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน
  • ยาหรือวิตามินแก้แพ้ ,แก้หวัด
  • ยาแก้ปวด,ยาคลายกล้ามเนื้อ,ยาลดการอักเสบ
  • ยาปฏิชีวนะ(ยาฆ่าเชื้อ)(Antibiotics)
  • ผู้ที่ได้รับวิตามินซี มากกว่าหรือเท่ากับ 5 กรัมต่อวัน
  • ได้รับการบำบัดด้วยการทำเคมีบำบัด

ในยากลุ่มที่ถูกระบุขึ้นดังกล่าวเป็นเพียงกลุ่มยากว้างๆซึ่งยาในบางกลุ่มมียาที่สามารถรับประทาน ทั้งนี้หากไม่แน่ใจว่ายาที่รับประทานอยู่ต้องงดหรือไม่ ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ก่อน    

IgG 222

อาหาร คือสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกายในการเสริมสร้างและซ่อมแซมอวัยวะต่างๆ ซึ่งต้องมีความหลากหลายและปริมาณที่พอเหมาะ จึงจะทำให้เรามีสุขภาพที่ดี ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ แต่ในขณะเดียวกัน อาหารที่เหมาะสมกับคนอื่นอาจไม่เหมาะสมกับร่างกายเรา เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันเราไม่ยอมรับ อาหารนั้นก็อาจเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วย และก่อให้เกิดภาวะความเสื่อมไปทั่วร่างกายได้เช่นกัน สิ่งที่เราเรียกว่าอาหารนั้น ก็จะกลายเป็นสารพิษแทน

ทำไมต้องตรวจภูมิแพ้ต่ออาหาร ร่างกายของคนเรามีปฏิกิริยาตอบสนอง หรือการแพ้อาหารที่เรารับประทานในระดับทีแตกต่างกัน การแพ้อาหารในรูปแบบของผื่นลมพิษ ( Urticaria Rash)หรือการหอบหืด( Asthmatic attacks) เป็นรูปแบบการตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งแปลกปลอมผ่าน Immunoglobulin E หรือ IgE หรือ Acute Food Allergy ซึ่งจะเกิดขึ้นทันทีอย่างรวดเร็วหลังการรับประทานอาหารชนิดนั้นปฏิกิริยาอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นได้ช้า นับเวลาเป็นชั่วโมง หรือเป็นวัน หลังการรับประทานอาหารนั้นๆ เป็นรูปแบบการตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งแปลกปลอมผ่าน Immunoglobulin G หรือ IgG หรือ Food Intolerance ปฏิกิริยารูปแบบนี้เกิดจากการรับประทานอาหารชนิดเดิมอย่างซ้ำๆ ซ้ำไปซ้ำมา จนร่างกายแสดงอาการออกมาในรูปแบบการสร้าง IgG ตอบสนองต่ออาหารซึ่งเป็นสิ่งแปลกปลอม อาการแสดงจะ

 

แตกต่างกันออกไปในระหว่างบุคคล แต่โดยมากแสดงออกในรูปผื่น อาการคันตามผิวหนัง

อ่อนเพลีย ไม่มีแรง รู้สึกง่วงผิดปกติ เมื่อเรายังรับประทานอาหารตัวเดิมต่อ ก็เหมือนเป็นการบั่นทอนสุขภาพ สะสมต่อเนื่องจนก่อให้เกิดปัญหาโรคเรื้อรัง ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น กลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเอง โรคระบบลำไส้รั่ว ลำไส้อักเสบเรื้อรัง หรือแม้แต่เกิดการรบกวนระบบประสาทและความจำ เช่น ในภาวะสมาธิสั้น เครียด ไมเกรน  เป็นต้น

การแพ้อาหารแบบแอบแฝง ( IgG) ส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง 

-   ปวดศีรษะ ไมเกรน
-   ภาวะสมาธิสั้น
-   หดหู่ กังวลใจ
-   คัดจมูก น้ำมูกไหล หอบหืด
-   แผลในปากเรื้อรัง
-   สิว และผดผื่น

-   ท้องผูก จุกเสียดแน่นท้อง

-   ลดน้ำหนักได้ยาก

-   ปวดกล้ามเนื้อ คันหรืออักเสบที่ผิวหนัง

-   เคืองตา ปวดกล้ามเนื้อบริเวณรอบตา ขอบตาช้ำ

-   คลื่นไส้อาเจียน มีแผลในกระเพาะหรือลำไส้เล็กส่วนต้น

-   ท้องเสีย ลำไส้ระคายเคือง (IBS)

-   ความผิดปกติทางระบบภูมิคุ้มกัน เช่น โรคแพ้ภูมิตนเอง, โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์,SLE

IgE

เป็นปฏิกิริยาความไวต่อสารกระตุ้นการแพ้ ทำให้เกิด allergen-specific immunoglobulin E(IgE) antibody หลังจากสัมผัสสารกระตุ้นการแพ้ในสิ่งแวดล้อม ทำให้ mast cell หลั่งสาร histsmine,Leukotrienes, และ prostaglandins ออกมาทำให้เกิดเป็นอาการต่างๆกัน เช่น Shockorgan, Gastrointestinal linning Skin, Eyes/nasal mucous, Bronchial linning

ตัวอย่างอาการเช่น : Vomiting ( อาเจียน), diarrhea (ท้องเสีย),

Eczema (ผื่นผิวหนัง), urticaria (ลมพิษ), Rhinoconjunctivitis (ทางเดินหายใจอักเสบ), Wheeze, asthma (หอบหืด) 

ความสำคัญของ IgE ในโรคภูมิแพ้

IgE (E = erythema) ถูกค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง 2 ท่านคือ Prof. Kimishige Ishizaka ( จากDenver USA )และ Prof. Gunnar Johannson (จากสวีเดน) รายงานการค้นพบในปี ค.ศ.1963 ระดับ IgE เกี่ยวข้องทั้งการกำเนิดของโรคและ ความรุนแรงของโรคภูมิแพ้ ซึ่งต่อมา Burrows และคณะได้แสดงให้เห็นว่าระดับของ IgE ในซีรัมมีความสัมพันธ์ กับอุบัติการณ์ของโรคหืดในผู้ป่วยทุกอายุ นอกจากนี้ยังพบว่า specific IgE ที่สูงจะสัมพันธ์กับความรุนแรงของผื่นผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ด้วย

Lab Test

..........................

..........................

อาคาร 253 อโศก ชั้น 20 ถนนสุขุมวิท 
แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กทม 10110​

Copyright 2019 © HMC All Rights Reserved​

ติดต่อ:​

02-640-8090​