อ่อนเพลียเรื้อรัง

ภาวะต่อมหมวกไตล้า Chronic fatigue syndrome, Burn out syndrome

เป็นภาวะที่หาสาเหตุและวินิจฉัยได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่สามารถตรวจวินิจฉัยได้จากเครื่องมือที่มีในหลักการแพทย์แผนปัจจุบัน เป็นภาวะที่ร่างกายรู้สึกขาดพลังงาน (low energy) แต่หาสาเหตุไม่ได้ เกิดจากการเสียสมดุลการทำงานระหว่างไฮโปทาลามัส ต่อมใต้สมองและต่อมหมวกไต (hypothalamic-pituitary-adrenal (HPA) axis) ในการตอบสนองต่อภาวะความเครียด ซึ่งโดยปกติการตอบสนองต่อความเครียดจะมีการทำงานระหว่างระบบต่อมไร้ท่อและระบบประสาทเรียกว่า neuroendocrine ภาวะความเครียดจึงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดภาวะต่อมหมวกไตล้า

top-view-portrait-woman-lying-desk-near-laptop.jpg

ทั้งนี้ความเครียดไม่ได้หมายความถึงแค่ ทางจิตใจเท่านั้น หากยังรวมถึงความเครียดทางร่างกายอีกด้วย ฮอร์โมนคอติซอล (cortisol) เป็น สารตัวหลักที่หากร่างกายขาด จะทำให้ไม่สามารถจัดการกับความเครียดได้ ซึ่งมักเกิดขึ้นเป็นประจำในภาวะต่อมหมวกไตล้า ในส่วนของสารสำคัญอีกชนิดได้แก่ อัลโดสเตอโรน (aldosterone) จะช่วยควบคุมสมดุลของระดับ โซเดียมและโปตัสเซียมที่อยู่ในร่างกาย ในขณะที่มีภาวะเครียด ร่างกายจะเพิ่มการหลั่ง aldosterone ทำให้โซเดียมคั่ง ตามมาด้วยน้ำคั่งและความดันโลหิตสูง อย่างไรก็ตามสถานการณ์เหล่านี้อาจไม่ตรงไปตรงมาในภาวะต่อมหมวกไตล้า เพราะความดันโลหิตอาจจะต่ำก็ได้

ประโยชน์ของคอติซอล

  • ทำให้น้ำตาลในเลือดเป็นปกติ

  • ต่อต้านการอักเสบ

  • กดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

  • ทำให้หลอดเลือดหดตัว

ดังนั้นคนไข้ที่มีภาวะต่อมหมวกไตล้าจะมีอาการดังต่อไปนี้

  • น้ำตาลต่ำ hypoglycemia

  • สมองล้า brain frog

  • ใจสั่น palpitation

  • วิตกกังวล anxiety

  • ลดน้ำหนักยากหรือน้ำหนักเกินง่าย difficulty losing weight

  • นอนหลับยาก insomnia

  • อาการผิดปกติระหว่างมีรอบเดือน PMS

  • อยากอาหารเค็ม salt craving

  • ไทรอยด์ทำงานลดลง low thyroid function

  • ซึมเศร้า (depression)

  • สมรรถภาพทางเพศลดลง low libido

จริงๆแล้วอาการของภาวะต่อมหมวกไตล้า แบ่งเป็น 4 ระยะ ตามความรุนแรง

ระยะที่ 1 เป็นระยะที่เกิดภายหลังความเครียดไม่นาน เช่น เราอาจจะทำงานหนักมาก หรือเดินทางไกลขึ้นเขา ออกกำลังกายอย่างหนัก หรือแม้กระทั่งความเครียดจากการทะเลาะเบาะแว้ง หรือเหตุการณ์รุนแรงในชีวิต ตราบใดที่ร่างกายเรารับรู้ได้ว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการอ่อนแรง และต้องใช้เวลาระยะหนึ่งพักเพื่อให้เกิดความผ่อนคลาย นอนหลับให้สนิท ก็จะกลับฟื้นฟูขึ้นมาได้

ระยะที่ 2 ถ้าความเครียดนั้นยังคงเกิดขึ้นต่อไปหรือทวีความรุนแรงมากขึ้น หรือมีความเครียดอื่นเข้ามาสบทบ เช่น บังเอิญเป็นไข้หวัดใหญ่ช่วงที่ภาระงานหนักขึ้น แม้ว่าในระยะนี้อาการต่างๆจะหายไปได้เอง แต่ผลกระทบต่อต่อมหมวกไตก็เกิดขึ้นแล้วโดยที่เราไม่รู้ตัว

ระยะที่ 3 ผลกระทบต่อร่างกายที่มีต่อความเครียดได้ปรากฏออกมาเกินกว่าที่เราจะเพิกเฉยอาการเหล่านี้อีกต่อไป  เช่นภาวะติดเชื้อเรื้อรัง  นอนไม่หลับ รู้สึกไม่มีพลังงาน ประจำเดือนผิดปกติ หรือภาวะซึมเศร้า

ระยะที่ 4 คือระยะที่ 3 ที่ผิดปกติจนกระทั่งก่อให้เกิดโรค เช่น โรค metabolic syndrome, polycystic ovarian syndrome (PCOS), hypothyroidism

การวินิจฉัย

การตรวจหาภาวะต่อมหมวกไตล้าในทาง Anti-Aging สามารถตรวจระดับ cortisol และ DHEA ในเลือด หรือตรวจละเอียดแบบเป็น serial จากน้ำลาย (Adrenal Stress Test) ซึ่งจะทำให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนได้ตรงกับสถานการณ์ที่เกิดมากที่สุด นอกจากนี้ อาจจำเป็นต้องตรวจหาสาเหตุของการที่มีภาวะต่อมหมวกไตล้า แล้วการทำงานของอวัยวะอื่นที่ผิดปกติที่เป็นผลมาจากต่อมหมวกไตล้าด้วย เช่น ตรวจฮอร์โมนเพศ  ภูมิคุ้มกัน เป็นต้น

การรักษา

1. การปรับสมดุลการใช้ชีวิต

  • การรับประทานอาหารเป็นเวลา ไม่รับประทานอาหาร 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน

  • ลดการรับประทานอาหารที่มีสารปรุงแต่ง

  • ดื่มน้ำให้มาก

  • เข้านอนก่อนเที่ยงคืน

  • ออกกำลังกายเน้น breathing exercise

2. การดีทอกซ์ เพื่อลดภาวะเครียดทั้งจากมลพิษและอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้น

3. การให้สารอาหารทดแทนเข้าร่างกายที่ประกอบไปด้วยวิตามินแร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระ

4. การให้ฮอร์โมนทดแทนในเคสที่จำเป็นต้องได้

5. การปรับจิตใจและอารมณ์ให้กลับเข้าสู่สมดุล โดยใช้เครื่องมือ emowave หรือ การรักษาแบบ bach flower

เครื่องมือที่ใช้ในการวินิจฉัย

Blood- cortisol, DHEA, Sex hormone level

Saliva- Adrenal Stress test

Mental&Emotional- Emowave, Maxpulse test